ถ้าพูดถึงการเดินทางด้วยรถยนต์จากกรุงเทพไปจังหวัดเลย หลายคนมักนึกภาพการขับรถยาวนานกลางดึก เปิดเพลงดังสู้กับความง่วง แล้วก็ตื่นเต้นทุกครั้งที่เห็นป้ายบอกทางว่าใกล้ถึงแล้ว — และนั่นแหละคือเสน่ห์ที่แท้จริงของทริปนี้ ก่อนจะไปถึงภูเขาและสายหมอก มาทำความเข้าใจเส้นทางกันก่อนดีกว่า
ระยะทางและเวลาที่ใช้โดยรวม
จากกรุงเทพมหานครไปถึงอำเภอเมือง จังหวัดเลย ระยะทางโดยรวมอยู่ที่ประมาณ 500–560 กิโลเมตร ขึ้นอยู่กับเส้นทางที่เลือก โดยใช้เวลาขับรถเฉลี่ย 7–9 ชั่วโมง ในสภาพการจราจรปกติ แต่ถ้าออกเดินทางช่วงวันหยุดยาวหรือเทศกาลสำคัญ เวลาอาจขยับขึ้นเป็น 10 ชั่วโมงขึ้นไปได้ง่ายๆ โดยเฉพาะช่วงรอยต่อระหว่างกรุงเทพและสระบุรีที่รถมักติดเป็นพิเศษ
สิ่งที่นักเดินทางหลายคนมักลืมคิดถึงคือ “เวลาหยุดพัก” ซึ่งจำเป็นมากในการเดินทางระยะไกลขนาดนี้ หากรวมเวลาแวะกินข้าว เติมน้ำมัน และยืดขา อย่างน้อย 2–3 จุด เวลาเดินทางจริงก็จะอยู่ที่ราว 9–10 ชั่วโมง สำหรับนักขับทั่วไป
เส้นทางหลักที่คนนิยม
เส้นทางที่ 1 – ผ่านเพชรบูรณ์ (เส้นเหนือ)
เส้นทางนี้เริ่มต้นจากกรุงเทพฯ ออกทางถนนพหลโยธิน (ทางหลวงหมายเลข 1) ผ่านสระบุรี แล้วแยกเข้าทางหลวงหมายเลข 21 มุ่งสู่เพชรบูรณ์ ต่อด้วยทางหลวงหมายเลข 203 ผ่านอำเภอหล่มสัก หล่มเก่า แล้วเข้าสู่จังหวัดเลยที่อำเภอด่านซ้าย ผ่านภูเรือ จนถึงตัวเมืองเลย ระยะทางรวมประมาณ 540–560 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 8–9 ชั่วโมง
เส้นนี้มีข้อดีที่โดดเด่นคือได้ผ่านทัศนียภาพภูเขาสลับซับซ้อนช่วงเพชรบูรณ์และด่านซ้าย วิวสองข้างทางสวยงามมาก แต่มีข้อควรระวังคือช่วงก่อนถึงด่านซ้ายมีโค้งเยอะและถนนแคบบางช่วง ผู้ที่เพิ่งหัดขับรถหรือขับรถตอนกลางคืนครั้งแรกควรศึกษาเส้นทางให้ดีก่อน
เส้นทางที่ 2 – ผ่านชัยภูมิและขอนแก่น (เส้นอีสาน)
อีกตัวเลือกที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน โดยเฉพาะในหมู่คนที่ต้องการถนนกว้างขวางและขับได้ต่อเนื่องกว่า เส้นนี้ออกจากกรุงเทพฯ ผ่านสระบุรี แล้วเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 2 (มิตรภาพ) ถึงโคราช จากนั้นแยกเข้าทางหลวงหมายเลข 201 ผ่านสีคิ้ว ด่านขุนทด ชัยภูมิ ภูเขียว ชุมแพ จนเข้าเขตจังหวัดเลยที่ภูกระดึงและวังสะพุง สิ้นสุดที่ตัวเมืองเลย
ทางหลวงหมายเลข 201 มีระยะทางตลอดสายประมาณ 382 กิโลเมตร เป็น 4 ช่องจราจรส่วนใหญ่ ขับง่าย มีปั๊มน้ำมันหนาแน่น และเหมาะกับมือใหม่หรือคนที่ขับกลางคืน โดยรวมใช้เวลาประมาณ 7–8 ชั่วโมง ซึ่งเร็วกว่าเส้นเพชรบูรณ์เล็กน้อย ล่าสุดกรมทางหลวงได้ดำเนินการก่อสร้างขยายผิวจราจรในช่วงอำเภอภูกระดึงและอำเภอหนองหิน ระยะทางรวม 20.555 กิโลเมตร แล้วเสร็จและเปิดให้สัญจรเรียบร้อยแล้ว ทำให้การเดินทางเส้นนี้ราบรื่นขึ้นมาก
ออกกี่โมงดีที่สุด?
นี่คือคำถามที่หลายคนถามแต่ไม่ค่อยมีใครตอบตรงๆ สำหรับการขับรถจากกรุงเทพไปเลยในวันธรรมดา การออกเดินทางตี 4 ถึงตี 5 ถือเป็นช่วงที่ดีที่สุด เหตุผลง่ายๆ คือผ่านกรุงเทพได้เร็ว รถน้อย ไม่ต้องเจอการจราจรในเมือง และพอถึงสระบุรีก็เป็นช่วงเช้ามืดพอดี อากาศเย็นสบาย ขับได้ต่อเนื่อง
แต่ถ้าเป็นวันหยุดหรือช่วงเทศกาล เช่น สงกรานต์ ปีใหม่ หรือวันหยุดยาว กรมทางหลวงแนะนำให้หลีกเลี่ยงช่วง 10.00–18.00 น. เพราะเส้นทางจากกรุงเทพไปภาคอีสานจะรถหนาแน่นมากเป็นพิเศษ การออกตั้งแต่กลางคืนหรือเช้ามืดจะช่วยให้เดินทางได้ราบรื่นกว่ากันเยอะ
จุดแวะพักที่แนะนำระหว่างทาง
การขับรถระยะทาง 500 กว่ากิโลเมตรโดยไม่หยุดพักเลยเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ นอกจากจะเหนื่อยแล้ว ยังเสี่ยงต่อความปลอดภัยอย่างมาก ลองพิจารณาจุดแวะพักเหล่านี้
สำหรับเส้นเพชรบูรณ์
- สระบุรี (กม. 100 จากกรุงเทพ) – แวะกินข้าวเช้า เติมน้ำมัน ก่อนโหมต่อ
- ตัวเมืองเพชรบูรณ์ – แวะพักกลางทริป ร้านอาหารมากมาย
- อำเภอหล่มสัก – จุดพักสุดท้ายก่อนเข้าเขตเลย
สำหรับเส้นชัยภูมิ
- สระบุรีหรือโคราช – จุดพักยอดนิยม ปั๊มน้ำมันครบครัน
- ตัวเมืองชัยภูมิ – แวะชมเมือง กินข้าว
- ชุมแพ (ขอนแก่น) – ก่อนเข้าเส้น 201 สายสุดท้ายสู่เลย
เมืองเลยรอคุณอยู่
พอมาถึงจุดนี้แล้ว อาจมีคนถามว่า “แล้วมันคุ้มไหมกับเวลาขับรถ 8–9 ชั่วโมง?” คำตอบสั้นๆ คือ คุ้มมาก และนี่คือเหตุผล
จังหวัดเลยมีสมญานามที่ได้ยินกันบ่อยว่า “เมืองแห่งทะเลภูเขา” เพราะภูมิประเทศโดดเด่นด้วยเทือกเขาสลับซับซ้อนทอดยาวตลอดทั้งจังหวัด ที่นี่มีทั้งภูกระดึงที่นักเดินป่าใฝ่ฝัน ภูเรือที่อากาศหนาวเย็นหาได้ยากในอีสาน และอำเภอเชียงคานริมฝั่งแม่น้ำโขงที่ผู้คนยังคงใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย ตักบาตรข้าวเหนียวยามเช้า และนั่งดูพระอาทิตย์ขึ้นบนภูทอกพร้อมทะเลหมอกเบื้องล่าง
เชียงคาน คือไฮไลต์ที่ทำให้หลายคนยอมขับรถมาไกลขนาดนี้ ถนนคนเดินเชียงคานยาวประมาณ 1.2 กิโลเมตร เรียบขนานกับแม่น้ำโขง บ้านเรือนไม้เก่าแก่อายุกว่า 100 ปีสองข้างทางถูกดัดแปลงเป็นโฮสเทล คาเฟ่ และร้านของที่ระลึก บรรยากาศย้อนยุคที่ยังหาได้ยากในยุคที่เมืองท่องเที่ยวส่วนใหญ่แปลงตัวเป็นรีสอร์ทหรูไปหมดแล้ว
สกายวอล์คเชียงคาน แลนด์มาร์กใหม่ที่ห้ามพลาด
ถ้าคุณมาเลยแล้วไม่ได้ขึ้นสกายวอล์คเชียงคาน ก็เหมือนมาปารีสแล้วไม่ได้เห็นหอไอเฟล สกายวอล์คหรือ “สกายวอล์คภูคกงิ้ว” เป็นสะพานกระจกยาวกว่า 100 เมตร ยืนอยู่บนความสูงเทียบเท่าตึก 30 ชั้น มองลงไปเห็นแม่น้ำโขงและแผ่นดินลาวเบื้องล่าง เป็นภาพที่ยังติดตาทุกคนที่เคยไปยืนบนนั้น
จุดชมวิวเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 07.00–18.00 น. ช่วงเช้ามืดจะได้สัมผัสหมอกลอยต่ำปกคลุมแม่น้ำโขง บรรยากาศต่างจากการดูกลางวันราวกับคนละสถานที่ ใครที่มาถึงเชียงคานตอนค่ำ ลองตื่นตี 5 ขึ้นสกายวอล์คก่อนเช้า แล้วจะเข้าใจเองว่าทำไมเลยถึงดึงดูดคนมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกปี
ฤดูกาลที่ดีที่สุดสำหรับทริปนี้
จะขับรถไปเลยทีก็ต้องเลือกเวลาให้คุ้ม จังหวัดเลยมีชื่อเสียงในฐานะ “สุดหนาวในสยาม” อุณหภูมิบนยอดภูเรือเคยลดต่ำถึง 5 องศาเซลเซียส และบนยอดภูกระดึงอยู่ที่ประมาณ 10 องศา ซึ่งหาได้ยากมากสำหรับเมืองในภาคอีสาน
- ช่วงดีที่สุด: พฤศจิกายน-มกราคม อากาศหนาวเย็นที่สุด ทะเลหมอกสวยงาม เป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวแห่กันมามากที่สุด วางแผนที่พักล่วงหน้าเป็นเรื่องสำคัญมาก
- ช่วงน่าสนใจรอง: กรกฎาคม-ตุลาคม หน้าฝน ธรรมชาติเขียวสด น้ำตกสวยงาม แต่ถนนบางช่วงอาจลื่น โดยเฉพาะเส้นภูเขา
- ช่วงที่ควรหลีกเลี่ยง: มีนาคม–มิถุนายน อากาศร้อน และบางส่วนของเลย เช่น ภูกระดึง ปิดให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปในช่วงฤดูร้อนเพื่อป้องกันไฟป่า
เคล็ดลับก่อนออกเดินทาง
- ก่อนสตาร์ทรถออกจากกรุงเทพ มีเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ถ้าเตรียมไว้จะช่วยให้ทริปราบรื่นขึ้นมากทีเดียว
- ตรวจสภาพรถ – น้ำมันเครื่อง ยาง แบตเตอรี่ ควรเช็กก่อนออกเดินทางระยะไกล
- โหลดแผนที่ออฟไลน์ – บางช่วงเส้นทางเพชรบูรณ์สัญญาณอาจไม่ดี การมีแผนที่สำรองช่วยได้มาก
- เตรียมน้ำและของว่าง – ไม่ใช่เรื่องหัวโบราณ แต่เป็นสิ่งที่ช่วยในกรณีรถหมดน้ำมันหรือแวะพักกลางทาง
- พักให้เพียงพอก่อนขับ – เส้นทางหลายช่วงมีโค้งและเขา การขับรถขณะง่วงเป็นอันตรายอย่างยิ่ง
- แชร์เส้นทางให้คนที่บ้าน – แจ้งว่าจะไปเส้นไหน เวลาออก และเวลาถึงโดยประมาณ เป็นนิสัยที่ดีสำหรับการขับรถคนเดียวระยะไกล
สรุป
ไม่ว่าจะเลือกเส้นไหน สิ่งที่แน่นอนคือเมื่อได้กลิ่นอากาศบริสุทธิ์ของเลย ได้เห็นเทือกเขาเขียวขจีและหมอกจางๆ ยามเช้า ทุกชั่วโมงที่ใช้ไปบนถนนจะกลายเป็นแค่ส่วนหนึ่งของความทรงจำที่ดี ไม่ใช่ภาระที่ต้องอดทน นั่นแหละคือเสน่ห์ของการขับรถเองที่รถทัวร์ไม่อาจมอบให้ได้