พูดถึง “โคราช” คนส่วนใหญ่มักนึกถึงเขาใหญ่ อุทยานแห่งชาติ หรือท่าสุรนารีเป็นอันดับแรก แต่ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมืองย่าโมแห่งนี้กลายเป็นจุดหมายของนักดื่มกาแฟไปเรียบร้อยแล้ว ร้านกาแฟผุดขึ้นมาราวดอกเห็ด ทั้งในซอยลึก ในบ้านเก่า ริมแม่น้ำ กลางทุ่ง หรือแม้แต่ในค่ายทหาร แต่ละร้านมีเอกลักษณ์ต่างกันจนเลือกไม่ถูก
1. Glory Slowbar
ร้านนี้ตั้งอยู่แถวหัวทะเล ไม่ได้ตกแต่งหรูหราอะไร แต่จุดที่ทำให้หลายคนขับรถข้ามจังหวัดมากินคือ “วิธีชง” ที่นี่เน้นดริปมือ ไม่ใช้เครื่องแมชชีนเป็นหลัก เพราะเจ้าของเชื่อว่าการดริปช้าๆ ดึงกลิ่นและรสออกมาได้ครบกว่า ใครอยากลองก็สั่งจากเครื่องแมชชีนได้เหมือนกัน แต่ถ้ามาถึงแล้วไม่ลองสโลว์บาร์ก็เหมือนมาไม่ถึง เมล็ดกาแฟมีให้เลือกทั้งสายไทยและสายนอก ใครชอบรสชาติแบบไหนบอกพี่เจ้าของได้เลย เขาจะจับคู่เมล็ดให้ตรงปากของเราเอง ราคาเริ่มต้นไม่แพง แต่ได้ประสบการณ์ดื่มกาแฟที่ต่างจากร้านทั่วไปชัดเจน
เปิดทุกวัน 08.00-16.00 น.
2. S-Curve Specialty Coffee Cafe
ตั้งอยู่ย่านมหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล ไม่ไกลจากเซ็นทรัลโคราช ตัวอาคารออกแบบสไตล์ลอฟท์ที่เห็นกำแพงอิฐตัวหนอนสีส้มเรียงตัวเป็นเส้นโค้ง S-Curve สวยจนต้องถ่ายรูปตั้งแต่ยังไม่ก้าวเข้าร้าน หน้าร้านจำลองเป็นถนนทางม้าลายเส้นเล็กๆ ให้เดินถ่ายภาพ ออกมาได้ฟีลเหมือนเดินอยู่ต่างประเทศ ส่วนกาแฟ ที่นี่มีเมล็ดสเปเชียลตี้ให้เลือกหลายตัว เมนูยอดฮิตอย่าง “Dirty Butter Scotch” หอมมัน กลมกล่อม ใครชอบรสหวานนัวจะชอบ ส่วนสายผลไม้ลองสั่ง “ลูกหว้าสมูทตี้” ที่สดชื่นจี๊ดทั้งจมูกและลิ้น
ราคาเครื่องดื่มเริ่มต้นที่ 65-120 บาท
3. Yellow Pumpkin
ซ่อนตัวอยู่ในตรอกสำราญจิตร ถนนชุมพล ร้านเล็กกะทัดรัดแต่ให้ความรู้สึกอบอุ่นทุกครั้งที่เปิดประตูเข้าไป เจ้าของเนรมิตบ้านเก่าให้กลายเป็นพื้นที่แบ่งปันกาแฟ ตกแต่งเรียบง่ายสไตล์ญี่ปุ่น มีต้นไม้เขียวแทรกทุกมุม หน้าต่างกระจกเปิดรับแสงธรรมชาติทำให้ร้านดูมีชีวิตชีวา กาแฟที่นี่พิถีพิถันตั้งแต่เลือกเมล็ด คั่วบด จนถึงชง เพื่อให้ได้รสชาติดั้งเดิมของเมล็ดออกมาเต็มที่ เมนูซิกเนเจอร์ที่ต้องลองคือ “Yellow Pumpkin Cheesecake” หน้าตาน่ารักเหมือนชื่อร้าน รสชาติครีมชีสเนียนนุ่มตัดกับความหอมมันของฟักทอง
เปิดบริการวันศุกร์ถึงวันพุธ 11.00-17.00 น. ปิดวันพฤหัสบดี
4. De Forest Cafe & Bakery
ถ้าอยากหนีความร้อนในตัวเมืองสักครู่ ร้านนี้คือคำตอบ ตั้งอยู่บนถนนมิตรภาพ ตัวร้านล้อมรอบด้วยต้นไม้น้อยใหญ่จนรู้สึกเหมือนนั่งอยู่กลางป่า อากาศเย็นสบาย สนามหญ้าเขียวสะอาด มีที่นั่งทั้งในร้านและในสวน เหมาะกับทั้งมากับเพื่อน พาครอบครัวมาหรือนั่งทำงานคนเดียว เมนูที่ทำให้ร้านนี้โด่งดังคือ “คากิโกริ” น้ำแข็งเกล็ดหิมะสไตล์ญี่ปุ่น มีทั้งรสมะม่วงน้ำดอกไม้ สตรอว์เบอร์รี และไมโล พร้อมซอสโฮมเมดที่ราดลงไปแล้วฟินทั้งร้าน ส่วนกาแฟก็ไม่ธรรมดา เมนู “ฟอเรสท์คิง” และ “มัชฉะลาเต้” เป็นซิกเนเจอร์ที่ขายดีตลอด
เปิดทุกวัน 10.00-19.00 น. ราคาเฉลี่ย 70-350 บาท
5. 382 Space Coffee
ร้านตั้งอยู่ในซอยท้าวสุระ 3 กลางพื้นที่บ้านของเจ้าของเอง ทำให้ทุกอย่างดูเป็นธรรมชาติและเป็นกันเอง ไม่มีความเป็นทางการ ไม่มีดีไซน์จัดจ้าน แต่มีต้นไม้เขียวขจีล้อมรอบจนสบายตา นั่งจิบกาแฟดูปลาในบ่อข้างร้านไป เรื่อยๆ ไม่ต้องรีบร้อนอะไร เมนูเครื่องดื่มมีทั้งกาแฟและนอนคอฟฟี่ ขนมเค้กก็หน้าตาน่าทาน ราคาไม่บาดใจ ใครอยากได้บรรยากาศชิลแบบนั่งอยู่บ้านเพื่อนแต่ได้กาแฟดีๆ ร้านนี้ตอบโจทย์
ราคาเฉลี่ย 90-350 บาท ร้านเปิดวันอังคารถึงวันอาทิตย์ 09.30-17.00 น. หยุดวันจันทร์
6. Vera Cafe’ and Vase
ร้านเปิดอยู่บนถนนกีฬากลาง บรรยากาศสไตล์เกาหลีมินิมอล เรียบแต่เก๋ ขนาดร้านไม่ใหญ่โตแต่จัดวางทุกอย่างลงตัว มุมถ่ายรูปสวย อากาศในร้านเย็นสบาย เหมาะทั้งมานั่งทำงานและแวะพักยามบ่าย แต่สิ่งที่ทำให้ร้านนี้โดดเด่นเหนือหลายร้านคือ “เค้ก” เนื้อนุ่มละมุนลิ้น ทั้ง Red Velvet ครีมชีส Banoffee Pie และ Strawberry Shortcake ทุกชิ้นทำโฮมเมดรสชาติประณีต เหมาะกับคนที่มองหาเค้กดีๆ กินคู่กับกาแฟ
ราคากาแฟเริ่มต้น 45 บาท เค้กชิ้นละ 80-150 บาท เปิดจันทร์ถึงศุกร์ 07.30-16.30 น. เสาร์-อาทิตย์ 08.30-17.30 น.
7. glinfon
อยู่บนถนนเทศบาล ตำบลในเมือง จุดเด่นคือตัวร้านเป็นบ้านไม้เก่าแก่ที่ถูกแปลงโฉมเป็นคาเฟ่สุดชิค หน้าต่างกระจกใสด้านหน้าเปิดรับแสง ม่านขาวพลิ้วไหวให้ความรู้สึกละมุนอบอุ่น เฟอร์นิเจอร์วินเทจชวนนึกถึงเรื่องเก่าๆ สมัยยังเป็นเด็ก เมนูที่คนสั่งกันบ่อยคือ “อเมริกาโนเย็น” และ “ชาเขียวเย็น” รสชาติกลมกล่อมไม่จัดจ้านเกินไป นอกจากนี้ยังมี Cold Brew Coffee, Dirty Coffee และชาเลมอนตะไคร้มะตูมให้ลองด้วย
ราคาเครื่องดื่ม 60-140 บาท เปิด 10.00-17.00 น. ปิดวันอังคารและวันพุธ
8. เกษม : KASEM Coffee
ร้านเล็กๆ ในบรรยากาศบ้านไม้เก่า อยู่ในซอยเดชอุดม ไม่ลึกมากจากปากซอย แต่ให้ความรู้สึกเงียบสงบราวกับหลุดออกมาจากตัวเมือง กาแฟที่นี่มาพร้อมความตั้งใจ แต่สิ่งที่ทำให้ลูกค้าประจำมาซ้ำคือเมนูเค้กโฮมเมดที่เปลี่ยนหน้าใหม่ทุกวันไม่ซ้ำกัน วันนี้อาจเจอเค้กกล้วยหอม พรุ่งนี้อาจเป็นชีสหน้าไหม้ หรือเค้กส้ม Coffee Nut Caramel Cake ทำให้ทุกครั้งที่มามีความตื่นเต้นเล็กๆ เสมอ
ร้านเปิดวันพฤหัสบดีถึงวันจันทร์ 09.30-16.30 น. ปิดวันอังคารและวันพุธ จอดรถหน้าปากซอยแล้วเดินเข้ามาไม่ไกล
9. Reverie House Korat
สำหรับคนชอบของใหม่ ร้านนี้เพิ่งแกรนด์โอเพนนิ่งเมื่อต้นปี 2568 ตั้งอยู่หลังโรงเรียนอัสสัมชัญนครราชสีมา บรรยากาศริมแม่น้ำ ตกแต่งสวนน่ารักร่มรื่น ลมพัดผ่านเย็นสบาย ถ่ายรูปมุมไหนก็ได้ภาพสวย ร้านเน้นเครื่องดื่มกาแฟเป็นหลัก มีทั้งมัทฉะลาเต้ ชาพีช และเบเกอรีอย่างบลูเบอรี่ชีสพาย สำหรับคนไม่ดื่มกาแฟก็มีเมนูทางเลือกให้ ใครมาโคราชช่วงนี้แล้วอยากหลีกหนีความวุ่นวายในเมืองสักครู่ แวะมาชาร์จพลังที่นี่ได้เลย
10. Luk Labb Coffee
ชื่อร้านบอกตัวเองอยู่แล้วว่า “ลึกลับ” ตัวร้านตั้งอยู่บนถนนตัดใหม่สาย ฉ.นม.1111 แถวหัวทะเล ร้านไม่ได้โฆษณาอะไรมาก แต่คนที่รู้จักกันปากต่อปากจะรู้ว่าที่นี่คือ “โรงคั่วกาแฟ” ตัวจริง เมล็ดให้เลือกเยอะมาก ทั้งซิงเกิลออริจิน เบลนด์ ใครชอบรสชาติแบบไหนบาริสต้าช่วยเลือกให้ได้ นอกจากกาแฟแล้วก็ยังมี “มัชฉะฮันนี่เลม่อน” ที่เป็นอีกเมนูขายดี รวมถึงเบเกอรีโฮมเมดที่ทำสดใหม่ ใครอยากลองกาแฟที่คั่วเองสดๆ จากโรงคั่วเลย ร้านนี้ต้องอยู่ในลิสต์
เปิดวันจันทร์ถึงวันศุกร์ 09.00-16.30 น. เสาร์-อาทิตย์ 09.00-17.00 น.
สรุป
โคราชไม่ได้เป็นแค่ประตูสู่อีสานอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “เมืองกาแฟ” ที่มีความหลากหลายน่าสนใจ ด้วยความที่เป็นจังหวัดใหญ่ มีประชากรมากเป็นอันดับต้นของประเทศ ผู้คนเดินทางเข้าออกตลอดเวลา ทั้งนักท่องเที่ยว นักศึกษา และคนทำงาน ทำให้ตลาดกาแฟเติบโตอย่างต่อเนื่อง
สิ่งที่น่าสนใจคือร้านกาแฟในโคราชไม่ได้แค่ตามกระแส หลายร้านคั่วเมล็ดเอง เลือกเมล็ดเอง มีความรู้เรื่องกาแฟอย่างลึกซึ้ง บางร้านนำเข้าเมล็ดจากต่างประเทศ บางร้านสนับสนุนเมล็ดกาแฟไทยจากดอยช้างหรือวังน้ำเขียวในจังหวัดเดียวกัน วัฒนธรรมกาแฟที่นี่จึงมีรากฐานที่แข็งแรงและน่าจะเติบโตไปได้อีกไกล
“`