ถ้าคุณกำลังนั่งนับนิ้วอยู่ว่า “ขับรถจากกรุงเทพไปเชียงราย ใช้เวลากี่ชั่วโมงกันแน่?” คำตอบสั้น ๆ คือ ประมาณ 9–12 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับเส้นทางที่เลือก สภาพการจารจร และจังหวะการแวะพักระหว่างทาง แต่ตัวเลขแค่นี้ยังบอกอะไรได้ไม่ครบ เพราะการขับรถลงใต้ขึ้นเหนือไปจนสุดแดนสยามมันมีรายละเอียดมากกว่าที่คิด ระยะทางราว 800–900 กิโลเมตรนี้ มีทั้งเรื่องเส้นทาง ค่าใช้จ่าย จุดพักรถ และเคล็ดลับเอาตัวรอดที่คนขับทุกคนควรรู้ก่อนบิดกุญแจออกจากบ้าน
สามเส้นทางยอดนิยมที่คนนิยมใช้
การเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปเชียงรายไม่ได้มีทางเลือกเดียว แต่มีอยู่สามเส้นทางหลักที่คนขับรถส่วนตัวนิยมใช้กัน แต่ละเส้นมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันชัดเจน ลองมาดูทีละเส้นทางกัน
เส้นทางที่ 1: ผ่านนครสวรรค์ – ตาก – ลำปาง – พะเยา
เส้นนี้ถือเป็นเส้นทางคลาสสิกที่นักเดินทางรุ่นเก๋าเลือกใช้กันมาก ระยะทางประมาณ 830 กิโลเมตร ใช้ถนนพหลโยธิน (ทางหลวงหมายเลข 1) เป็นหลัก ผ่านอยุธยา สิงห์บุรี ชัยนาท นครสวรรค์ กำแพงเพชร ตาก ลำปาง พะเยา แล้วค่อยเข้าเชียงราย จุดเด่นของเส้นนี้คือถนนเกือบทั้งหมดเป็น 4 เลน ขับขี่สะดวกสบาย ไม่ต้องลุ้นกับทางสวนมากนัก เหมาะกับคนที่อยากขับชิลล์ ๆ ทางตรงยาว ไม่ต้องวนเลี้ยวเยอะ แต่มีจุดที่ต้องระวังคือช่วงกำแพงเพชร-ตาก เพราะเป็นถนนตรงยาวที่ทำให้ง่วงได้ง่าย
เส้นทางที่ 2: ผ่านนครสวรรค์ – พิษณุโลก – แพร่ – พะเยา
เส้นทางนี้ระยะทางสั้นกว่าเส้นแรกเล็กน้อย อยู่ที่ราว 804 กิโลเมตร ออกจากกรุงเทพฯ ผ่านอยุธยา ชัยนาท นครสวรรค์ จากนั้นเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 117 มุ่งหน้าพิษณุโลก ต่อด้วยทางหลวงหมายเลข 11 ผ่านอุตรดิตถ์ แพร่ แล้วตัดกลับมาบรรจบพหลโยธินที่อำเภองาว ก่อนวิ่งตรงไปพะเยาและเชียงราย ข้อดีคือระยะทางสั้นกว่า รถบรรทุกน้อยกว่าเส้นแรก ทำให้ขับไม่เครียดเท่า แต่ข้อควรระวังคือบางช่วงเป็นถนนสองเลน โดยเฉพาะช่วงร้องกวาง-งาว ที่มีทางขึ้นเขาและทางโค้งที่ต้องตั้งสติให้ดี
เส้นทางที่ 3: ผ่านลำปาง – เชียงใหม่ – เชียงราย
เส้นทางนี้ไกลที่สุดในสามเส้น ระยะทางราว 900 กิโลเมตร แต่เหมาะกับคนที่อยากได้เที่ยวสองต่อ คือแวะเชียงใหม่ก่อนแล้วค่อยไปต่อเชียงราย โดยจากลำปางจะใช้ทางหลวงหมายเลข 11 ผ่านลำพูนเข้าเชียงใหม่ จากนั้นใช้ทางหลวงหมายเลข 118 ผ่านดอยสะเก็ด แม่ขะจาน เวียงป่าเป้า แล้วเข้าสู่เชียงราย ถนนเส้นนี้ปรับปรุงใหม่แล้ว วิ่งได้ค่อนข้างสบาย แต่ต้องเผื่อเวลาเพิ่มเพราะระยะทางไกลกว่าสองเส้นทางแรกพอสมควร
ใช้เวลาขับจริง ๆ กี่ชั่วโมง?
ตัวเลขที่คนส่วนใหญ่ให้ไว้คือ 10–12 ชั่วโมง สำหรับการขับด้วยความเร็วปกติ 100–110 กม./ชม. รวมแวะพักกินข้าว เข้าห้องน้ำ เติมน้ำมัน ถ้าออกจากกรุงเทพฯ ตอนตี 4–5 ก็จะถึงเชียงรายช่วงบ่ายแก่ ๆ ถึงเย็น ขึ้นอยู่กับว่าแวะพักกี่ครั้ง สำหรับคนที่ชอบขับเร็วหน่อยและแวะน้อย อาจใช้เวลาราว 9–10 ชั่วโมงก็ถึง แต่ถ้าเป็นช่วงเทศกาลหยุดยาว สงกรานต์ ปีใหม่ อาจต้องบวกเพิ่มอีก 2–3 ชั่วโมง เพราะรถติดหนักตั้งแต่อยุธยาไปจนถึงนครสวรรค์ ใครเคยไปช่วงนั้นคงเข้าใจดีว่า “ถนนกลายเป็นลานจอดรถ” หมายความว่าอะไร เวลาที่ใช้ก็ขึ้นอยู่กับเส้นทางที่เลือกด้วย เส้นผ่านพิษณุโลก-แพร่มักใช้เวลาน้อยกว่าเส้นผ่านตาก-ลำปางประมาณ 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง เพราะระยะทางสั้นกว่าและรถบรรทุกน้อยกว่า ส่วนเส้นผ่านเชียงใหม่นั้นต้องเผื่อเวลาเพิ่มอีกราว 1–2 ชั่วโมง
ค่าใช้จ่ายเดินทางที่ต้องเตรียม
เรื่องเงินเป็นสิ่งที่ต้องวางแผนให้ดี โดยเฉพาะค่าน้ำมันซึ่งเป็นรายจ่ายหลักของทริปนี้ จากประสบการณ์ของนักเดินทางหลายคนที่แชร์ไว้ รถเก๋งทั่วไปใช้น้ำมันประมาณ 30–35 ลิตรต่อเที่ยว คิดเป็นเงินราว 1,000–1,200 บาทต่อเที่ยว ขึ้นอยู่กับประเภทรถและราคาน้ำมัน ณ ช่วงเวลาที่เดินทาง ส่วนรถอเนกประสงค์หรือรถกระบะอาจใช้น้ำมันมากกว่านี้ ประมาณ 1,500–2,000 บาทต่อเที่ยว สำหรับค่าทางด่วนในกรุงเทพฯ ถ้าใช้ทางด่วนออกจากในเมืองไปขึ้นพหลโยธิน จะมีค่าผ่านทางประมาณ 50–105 บาทแล้วแต่ด่านที่ใช้ รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดของการขับไปเที่ยวเชียงราย ทั้งค่าน้ำมัน ค่าทางด่วน ค่าอาหารระหว่างทาง ควรเตรียมงบประมาณไว้ประมาณ 2,000–3,000 บาทต่อเที่ยวสำหรับรถเก๋ง หรือ 3,000–5,000 บาทสำหรับรถที่กินน้ำมันมากกว่า
จุดพักรถสำคัญที่ไม่ควรข้าม
การขับรถ 10 ชั่วโมงติดต่อกันโดยไม่พักเลยเป็นเรื่องอันตรายมาก ข้อมูลจากศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย (TARC) ระบุว่าทางหลวงหมายเลข 1 ช่วงกำแพงเพชร-ตาก เป็นถนนที่เกิดอุบัติเหตุจากการหลับในมากที่สุดในประเทศไทยตลอด 10 ปีที่ผ่านมา นี่คือเหตุผลที่คุณ ต้อง แวะพักให้เป็นระบบ
ช่วงต้นทาง: นครสวรรค์ – กำแพงเพชร
ถ้าออกจากกรุงเทพฯ ตั้งแต่เช้ามืด ขับมาถึงแถวนครสวรรค์ก็ประมาณ 3–4 ชั่วโมง จุดพักแรกที่แนะนำคือปั๊ม ปตท. เลี่ยงเมืองนครสวรรค์ พื้นที่กว้างขวาง มีร้านสะดวกซื้อเปิด 24 ชั่วโมง และรถจอดพักเยอะ ไม่เปลี่ยว หรือจะแวะ Porto Go บางปะอินก่อนหน้านั้นก็ได้ ที่นี่มีทั้ง McDonald’s, Starbucks, KFC เรียกว่าจุดพักรถสายเหนือที่ครบวงจรที่สุดแห่งหนึ่ง
ช่วงกลางทาง: ตาก – ลำปาง
ช่วงนี้เป็นจุดครึ่งทาง ร่างกายเริ่มเหนื่อยล้า สมาธิเริ่มลดลง จุดพักที่แนะนำคือสำนักงานแขวงทางหลวงตากที่ 1 มีโครงการ “จุดพักรถ พักคน” ให้บริการกาแฟ น้ำดื่ม และห้องน้ำฟรี หรือถ้าใช้เส้นทางผ่านแพร่ ริมกว๊านพะเยาก็เป็นอีกจุดพักที่บรรยากาศดีและปลอดภัย
ช่วงใกล้ถึง: พะเยา – เชียงราย
เหลืออีกไม่ถึง 2 ชั่วโมงก็ถึงเชียงรายแล้ว แต่อย่าประมาท เพราะความเหนื่อยสะสมอาจทำให้เผลอหลับในได้ แวะจิบกาแฟสักแก้วที่ปั๊มน้ำมันแถวพะเยา ล้างหน้าให้สดชื่น แล้วค่อยขับต่อไปอีกนิดก็ถึงเชียงรายแล้ว
เตรียมรถให้พร้อมก่อนออกเดินทาง
ระยะทาง 800 กิโลเมตรไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ สำหรับรถยนต์ มีสิบจุดที่ควรเช็กก่อนออกเดินทาง แต่ที่สำคัญที่สุดและเกี่ยวข้องกับทริปนี้โดยตรงมีอยู่ห้าอย่าง อันดับแรกคือ ยางรถยนต์ ดอกยางต้องมีความลึกไม่ต่ำกว่า 1.6 มิลลิเมตร ไม่มีรอยฉีกขาดหรือบวม เช็กแรงดันลมยางให้ตรงตามคู่มือรถ อย่าลืมเช็กยางอะไหล่ด้วย ต่อมาคือ ระบบเบรก ลองเหยียบเบรกดูว่ามีเสียงดังผิดปกติไหม แป้นเบรกนิ่มผิดปกติหรือเปล่า ถ้ามีอาการรีบเอาไปให้ช่างดูทันที อันดับสามคือ น้ำมันเครื่อง ดูระดับจากก้านวัดว่าอยู่ระหว่างขีด MIN และ MAX ถ้าใกล้ถึงรอบเปลี่ยนถ่ายก็เปลี่ยนก่อนออกเดินทาง อันดับสี่คือ ระบบหล่อเย็น เช็กระดับน้ำหล่อเย็นในหม้อน้ำ เพราะการขับรถทางไกลทำให้เครื่องยนต์ร้อนมาก ถ้าระบบหล่อเย็นมีปัญหาอาจโอเวอร์ฮีทกลางทางได้ สุดท้ายคือ แบตเตอรี่ เช็กขั้วแบตว่าสะอาดดีไหม น้ำกลั่นอยู่ในระดับที่เหมาะสมหรือเปล่า
เคล็ดลับขับรถปลอดภัยตลอดเส้นทาง
การขับรถทางไกลไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ถ้าเตรียมตัวมาดีและมีวินัยในการขับ นี่คือเคล็ดลับจากนักเดินทางรุ่นเก๋าที่ขับเส้นทางนี้เป็นประจำ: นอนให้เต็มอิ่มก่อนออกเดินทางอย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง, แบ่งช่วงการขับอย่างเป็นระบบควรจอดพักทุก 2–3 ชั่วโมง ถ้ารู้สึกง่วงให้จอดงีบ 15–20 นาทีทันที, ถ้าไปกันหลายคนควรผลัดกันขับเพื่อลดความเหนื่อยล้า และสุดท้ายควรเช็กสภาพอากาศก่อนเดินทาง โดยเฉพาะหน้าฝนที่อาจมีถนนลื่นหรือหมอกหนาในเขตภาคเหนือ