ถ้าให้พูดถึงจังหวัดที่คนกรุงเทพฯ นึกถึงแล้วอยากโยนกุญแจรถไว้บนที่นั่งแล้วออกเดินทางทันที คงหนีไม่พ้น “ประจวบคีรีขันธ์” จังหวัดแคบยาวริมฝั่งอ่าวไทยที่เปรียบเสมือนเพชรเม็ดงามซ่อนอยู่ระหว่างภาคกลางกับภาคใต้ ไม่ไกลเกินขับ ไม่ใกล้จนน่าเบื่อ และดีพอที่จะทำให้ทริปสั้นๆ สุดสัปดาห์กลายเป็นความทรงจำที่อยากกลับไปซ้ำ
ระยะทางและเวลาโดยประมาณ
ก่อนอื่นต้องตอบคำถามตรงๆ ก่อนว่า จากกรุงเทพฯ ถึงตัวเมืองประจวบคีรีขันธ์ระยะทางประมาณ 280–295 กิโลเมตร ขึ้นอยู่กับจุดเริ่มต้นและเส้นทางที่เลือก หากวิ่งสบายๆ ความเร็วปกติตามกฎหมาย ใช้เวลาประมาณ 4 ถึง 5 ชั่วโมง ช่วงวันธรรมดาที่ไม่มีรถติด แต่ถ้าเป็นวันศุกร์ตอนเย็นหรือช่วงเทศกาล เตรียมใจไว้เลยว่าอาจบวกเพิ่มอีก 1–2 ชั่วโมงได้ไม่ยาก
จุดที่ทำให้เวลาเดินทางแตกต่างกันคือ “ช่วงออกจากกรุงเทพฯ” ไม่ว่าจะเป็นถนนพระราม 2 หรือทางพุทธมณฑล ต่างมีจุดคอขวดของตัวเอง บางวันวิ่งออกมาได้สะดวก บางวันกว่าจะพ้นสมุทรสาครก็หมดแรงไปซะก่อน ดังนั้นการวางแผนเวลาออกเดินทางคือหัวใจสำคัญของทริปนี้จริงๆ
เส้นทางหลักที่คนนิยมใช้
เส้นทางที่ 1 — ถนนเพชรเกษม (ทางหลวงหมายเลข 4)
เส้นทางนี้คือสายคลาสสิกที่คนรุ่นเก่าเรียกติดปากว่า “เพชรเกษม” วิ่งจากฝั่งธนบุรีผ่านสมุทรสาคร สมุทรสงคราม เข้าเพชรบุรี แล้วตรงดิ่งลงประจวบฯ เส้นทางนี้ดีตรงที่ผ่านเมืองเล็กๆ หลายจังหวัด มีของกินให้แวะเต็มไปหมดระหว่างทาง แต่ข้อเสียคือมีสัญญาณไฟจราจรเยอะ โดยเฉพาะในเขตชุมชน ทำให้เวลาเดินทางอาจยืดออกกว่าที่คาด
ถ้าออกจากกรุงเทพฯ ผ่านทางบรมราชชนนีหรือถนนพุทธมณฑลสาย 4 เชื่อมเข้าเพชรเกษมได้สะดวก จากนั้นก็วิ่งตรงมาตลอด ผ่านนครปฐม ราชบุรี แล้วก็ถึงเพชรบุรีที่เป็นเหมือนประตูรับแขกก่อนเข้าประจวบฯ ระยะทางรวมประมาณ 281 กิโลเมตร
เส้นทางที่ 2 — ทางด่วนพิเศษ + ถนนพระราม 2
อีกตัวเลือกที่หลายคนชอบคือขึ้นทางด่วนออกมาที่ถนนพระราม 2 แล้วค่อยต่อเข้าสาย 35 (ธนบุรี-ปากท่อ) จากนั้นเชื่อมเข้าเพชรเกษมที่สมุทรสงคราม เส้นนี้เหมาะกับคนที่อยู่ฝั่งกรุงเทพฯ ชั้นในหรือฝั่งพระนคร แต่ต้องระวังช่วงถนนพระราม 2 บริเวณสมุทรสาคร เพราะช่วงเย็นวันศุกร์นั้นหนาแน่นจนบางครั้งทำให้แผนออกเดินทาง 14.00 น. กลายเป็นออกได้จริงตอน 16.30 น. ไปโดยไม่รู้ตัว
เทคนิคการวางแผนเวลาออกเดินทาง
เรื่องนี้สำคัญมากจนอยากแยกไว้เป็นหัวข้อเลย เพราะประจวบคีรีขันธ์อยู่บนเส้นทางสู่ภาคใต้ ทำให้ปริมาณรถบนถนนเพชรเกษมสูงมากในช่วงเทศกาล ไม่ว่าจะเป็นสงกรานต์ ปีใหม่ หรือช่วงวันหยุดยาวต่อเนื่อง ถนนเส้นนี้อาจกลายเป็นที่ที่คุณใช้เวลานานกว่าจะผ่านช่วงประจวบฯ ซะอีก
เวลาที่แนะนำให้ออกเดินทาง
- วันธรรมดา — ออก 06.00–07.00 น. ถึงประจวบฯ ช่วงสาย หรือออก 20.00 น. ขึ้นไป ถนนโล่งมาก
- วันศุกร์ — พยายามออกก่อน 12.00 น. หรือรอหลัง 21.00 น. หากออกช่วง 16.00–19.00 น. เตรียมใจติดรถไว้ด้วย
- วันหยุดยาว — ออกก่อนหรือวางแผนกลับช้ากว่าวันหยุดจริง 1 วัน เพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรหนาแน่นขาเข้ากรุงเทพฯ
อีกเคล็ดลับหนึ่งที่คนขับบ่อยๆ รู้กันดีคือ ติดตั้งแอปนำทางและดูสภาพจราจรสดก่อนออกเดินทางเสมอ บางวันเส้นเล็กอาจช่วยประหยัดเวลาได้เกือบชั่วโมง
จุดแวะพักระหว่างทางที่ไม่ควรพลาด
การขับรถระยะทางเกือบ 300 กิโลเมตรโดยไม่แวะพักเลยนั้น ไม่ใช่แค่เรื่องน่าเบื่อ แต่ยังเป็นเรื่องของความปลอดภัยด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางถนนแนะนำว่าควรหยุดพักทุก 2 ชั่วโมง หรือราว 100–150 กิโลเมตร และเส้นทางกรุงเทพฯ–ประจวบฯ มีจุดแวะที่น่าสนใจมากมาย
เพชรบุรี — เมืองหวานกลางเส้นทาง
ผ่านมาแล้วอย่าขับทะลุไปโดยไม่แวะเด็ดขาด เพชรบุรีเป็นจุดพักธรรมชาติที่ดีมาก ระยะทางจากกรุงเทพฯ ประมาณ 150–160 กิโลเมตร เหมาะพอดีสำหรับการหยุดเติมน้ำมัน เข้าห้องน้ำ และแวะซื้อขนมหวานชื่อดังอย่าง “ขนมโก๋” หรือ “ทองหยิบทองฝอย” ติดมือไปกินบนรถ ถ้ามีเวลามากหน่อยก็แวะชมวัดเก่าๆ ในตัวเมืองได้ บรรยากาศเงียบสงบจนลืมได้เลยว่าเพิ่งผ่านการจราจรบ้าๆ มา
ปราณบุรี — ก่อนถึงประจวบฯ อีกนิดเดียว
ถ้าเส้นทางยาวไปสักหน่อย ปราณบุรีก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่นักเดินทางรู้จักกันดีในฐานะ “พักเฮ้อ” ก่อนถึงปลายทาง มีร้านกาแฟ ร้านอาหาร และตลาดน้ำให้แวะเวียน หากมีเวลาสักชั่วโมง ลองออกนอกเส้นทางเล็กน้อยไปสัมผัสบรรยากาศป่าชายเลน วนอุทยานปราณบุรี หรือหาดปราณบุรีที่เงียบกว่าหัวหินมากก็ยังได้
เมื่อถึงประจวบฯ แล้ว ไปที่ไหนดี?
ประจวบคีรีขันธ์ไม่ได้มีแค่อ่าวประจวบที่คนเข้าใจ จังหวัดนี้มี 8 อำเภอ แต่ละอำเภอมีเสน่ห์คนละแบบ บางคนมาแล้วติดใจจนกลับมาซ้ำทุกเดือน
- อ่าวประจวบ คือหัวใจของตัวเมือง วิวภูเขาสามลูกล้อมอ่าวเป็นภาพที่คุ้นตาและคุ้นใจคนไทยทั่วประเทศ เดินเล่นริมอ่าวตอนเช้าตรู่ เห็นชาวเมืองออกกำลังกาย รับลมทะเล สูดอากาศบริสุทธิ์ที่หาได้ยากจากในเมืองหลวง ความรู้สึกนี้แหละที่ทำให้หลายคนติดใจ
- เขาช่องกระจก อยู่กลางเมืองแท้ๆ แต่ขึ้นไปดูได้ภาพ 360 องศาของอ่าวประจวบ ยามพระอาทิตย์ตกดินที่นี่สวยจนต้องหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายโดยอัตโนมัติ
- อุทยานราชภักดิ์ ตั้งอยู่ในพื้นที่ค่ายธนะรัชต์ บริเวณหัวหิน มีพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบูรพกษัตริย์ 7 พระองค์ สถานที่แห่งนี้เป็นทั้งแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์และจุดชมวิวที่น่าประทับใจ
- อุทยานแห่งชาติกุยบุรี สำหรับคนรักธรรมชาติ ที่นี่คือโอกาสดูช้างป่า กระทิง วัวแดง ในสภาพแวดล้อมธรรมชาติแท้ๆ ไม่ใช่สวนสัตว์ ไม่มีกรง มีแค่ความเป็นป่าและสัตว์ที่อยู่อาศัยมาแต่ดั้งเดิม
กินอะไรดี? รสชาติที่หาไม่ได้จากในกรุงเทพฯ
ถามว่ามาประจวบฯ แล้วต้องกินอะไร? คำตอบสั้นๆ คือ “กินทุกอย่างที่เป็นอาหารทะเล” เพราะที่นี่คือหนึ่งในจังหวัดที่ทะเลยังให้ความอุดมสมบูรณ์อย่างน่าทึ่ง ปลาสด กุ้งหวาน ปูนิ่มปูม้า สั่งมาแล้วไม่มีผิดหวัง
ร้านริมอ่าวหลายร้านเปิดมาหลายสิบปี ยังคงรักษารสชาติดั้งเดิมไว้ได้ดี อาหารทะเลผัดผงกะหรี่ แกงส้มปลากะพง ต้มยำกุ้งทะเลสด หรือจะเป็นข้าวผัดทะเลง่ายๆ ก็ยังอร่อยจนไม่อยากลุกจากโต๊ะ บรรยากาศที่นั่งฟังเสียงคลื่นไปด้วยนั้นช่วยเพิ่มรสชาติให้อาหารอร่อยขึ้นกว่าเดิมอีกเท่าตัว
อย่าลืมแวะซื้อ สับปะรดประจวบ ติดกลับบ้านด้วย เพราะสับปะรดที่นี่หวานและฉ่ำกว่าที่อื่นอย่างเห็นได้ชัด ร้านขายรถเข็นริมถนนเพชรเกษมมักตั้งเรียงราย โดยเฉพาะช่วงฤดูกาล ราคาย่อมเยาและรสชาติดีจนพูดไม่ออก
เคล็ดลับสุดท้ายก่อนออกเดินทาง
ประจวบคีรีขันธ์เป็นจังหวัดที่ใครขับรถมาครั้งแรกมักจะรู้สึกว่า “ทำไมไม่มาเร็วกว่านี้” เพราะมันไม่ใช่แค่ทะเลธรรมดา แต่คือพื้นที่ที่ทำให้ชีวิตช้าลงในทางที่ดี ก่อนออกเดินทางควรเช็คสภาพรถ โดยเฉพาะยางและน้ำมันเครื่อง เตรียมน้ำดื่มและของว่างติดรถ และดาวน์โหลดแผนที่ออฟไลน์ไว้ด้วยเผื่อสัญญาณในบางพื้นที่หายไป
ที่สำคัญ ถ้ารู้ว่าเหนื่อยให้หยุดพัก ไม่มีวิวทะเลไหนสวยพอที่จะแลกกับความปลอดภัยบนถนน ขับรถสบายๆ แวะชมวิวตามใจ แล้วประจวบฯ จะต้อนรับคุณด้วยอ้อมแขนเสมอ ไม่ว่าจะมากี่ครั้ง